ความหมาย: การที่คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งจงใจนิ่ง ปกปิดข้อความจริง/ไม่แจ้งสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญของการทำสัญญา ซึ่งหากคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งทราบก็อาจไม่ตกลงทำสัญญานั้นด้วย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่: 6188/2540
จำเลยทราบดีว่าที่ดินที่จำเลยเสนอขายให้แก่โจทก์ที่ระบุว่าที่ดินมีเนื้อที่ 10 ไร่ 2 งาน 37 ตารางวา ความจริงที่ดินมีเนื้อที่เพียง 4 ไร่ 3 งาน 72 ตารางวาเท่านั้นจึงเป็นกรณีที่จำเลยใช้กลฉ้อฉล ลวงโจทก์ให้ทำสัญญาจะซื้อจะขายกับจำเลย เมื่อปรากฏว่าโจทก์ซื้อที่ดินจากจำเลยเพื่อนำไปขายต่อให้บุคคลอื่น
ดังนี้ จำนวนเนื้อที่ของที่ดินย่อมเป็นข้อสาระสำคัญของสัญญา การที่จำเลยทราบจำนวนเนื้อที่ดินในขณะทำสัญญาว่าขาดจำนวนไปกว่าครึ่งหนึ่งของเนื้อที่ดินที่ระบุไว้ในสัญญา แต่กลับนิ่งเฉยเสีย ไม่แจ้งให้โจทก์ทราบ
กรณีถือได้ว่าเป็นกลฉ้อฉลที่ถึงขนาดซึ่งถ้ามิได้มีกลฉ้อฉลดังกล่าวสัญญาจะซื้อจะขายระหว่างโจทก์กับจำเลยคงจะมิได้กระทำขึ้น สัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงเป็นโมฆียะ เมื่อโจทก์บอกเลิกสัญญา สัญญาจะซื้อจะขายระหว่างโจทก์กับจำเลยดังกล่าวจึงเป็นโมฆะมาแต่เริ่มแรก คู่กรณีต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิมโจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยคืนเงินมัดจำได้

ตัวอย่าง:
อ๊อดรู้ว่านกแก้วต้องการซื้อที่ดินเนื้อที่ 10 ไร่ เท่านั้น จึงบอกขายที่ดินของตนเองให้กับนกแก้ว โดยที่อ๊อดเองรู้อยู่แล้วว่าที่ดินของตนมีเนื้อที่เพียง 9 ไร่แต่ก็ไม่ได้แจ้งให้นกแก้วทราบ
กระทั่งนกแก้วตกลงทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน และจ่ายเงินค่ามัดจำที่ดินไว้กับอ๊อด ดังนี้ สัญญาจะซื้อจะขายระหว่างอ๊อดและนกแก้ว เกิดจากการที่อ๊อดใช้กลฉ้อฉล หลอกลวงนกแก้วเกี่ยวกับเนื้อที่ของที่ดินซึ่งเป็นสาระสำคัญของสัญญา โดยหากนกแก้วรู้ว่าที่ดินมีเนื้อที่เพียง 9 ไร่ นกแก้วจะไม่ทำสัญญากับอ๊อดแน่นอน ผลของการที่อ๊อดใช้กลฉ้อฉล จึงทำให้สัญญาระหว่างอ๊อดและนกแก้วฉบับนี้เป็นโมฆียะ
อ้างอิง: ฎีกา 6188/2540 และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 1 ลักษณะ 4 นิติกรรม (หมวด 2 การแสดงเจตนา)



